The Chemical Daily: News on 10 February 2017


 
บริษัท สาลี่ คัลเล่อร์ จำกัด (มหาชน) เพิ่มกำลังการผลิต Masterbatch จากปัจจุบัน 40,000-45,000 ตันต่อไป เป็น 60,000 ตัน โดยใช้เงินลงทุน 65-70 ล้านบาท ซึ่งวางแผนจะเริ่มการผลิตในกลางปีนี้ จากความต้องการ Plastic Packaging ที่มีมากขึ้น จึงวางแผนที่จะนำเครื่อง Extruder ขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิต 15,000-20,000 ตันมาใช้ นายขวัญชัย ณัฏฐ์เศรษฐ์ (กรรมการผู้จัดการ) กล่าวว่า “ปัจจุบัน Market Share ในประเทศไทยของบริษัทสาลี่ คัลเล่อร์อยู่ที่ 12% หลังจากที่มีการเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว คาดหวังว่าอัตราส่วนการครองตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 15%”

บริษัท สาลี่ คัลเล่อร์ 
 จำกัด (มหาชน) มีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิต Masterbatch ที่เป็นเม็ดพลาสติกผสมสีสำหรับยางหรือพลาสติก นอกจากนี้ยังมีการผลิต Resin Compound อีกด้วย มีพื้นที่ในโรงงานทั้งหมด 38,000 ตรม. เป็นส่วนของอาคารผลิต 7,000 ตรม. และคลังสินค้าอีก 7,000 ตรม. หลังจากก่อตั้งบริษัทในปี 2003 อัตราส่วนในการครอบครองตลาดซึ่งรวมถึงลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางบริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัทสาลี่อุตสาหกรรมเพื่อผลิตและขึ้นรูปพลาสติก และร่วมมือกับกลุ่มบริษัท VIV ก่อตั้งบริษัท Salee Printing เพื่อผลิต label 

ในปี 2012 ได้มีการวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่ถัดมาในปี 2013 เศรษฐกิจภายในประเทศไทยซบเซาลงจึงเลื่อนแผนขยายกำลังการผลิตออกมา หลังจากนั้นในปี 2015 ผลการดำเนินงานเริ่มดีขึ้น ในปี 2016 จึงได้วางแผนที่จะดำเนินการเพิ่มกำลังการผลิต อีกทั้งต้องใช้เวลาในการเลือกเครื่อง Extruder จึงคาดว่าน่าจะเริ่มการผลิตจริงได้ในกลางปีนี้ ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำเข้าเครื่อง Extruder จากอเมริกา และนำเข้าเครื่อง Sharpen Machine ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีการผสมอย่างต่อเนื่อง


ในวงการ Plastic Packaging ของไทย เช่นธุรกิจการฉีดและขึ้นรูปพลาสติกถือว่ามีการเติบโตค่อนข้างดี ในปีนี้มีการลงทุนเครื่องจักรถึง 22 ล้านบาท นอกจากการเติบโตในด้านการผลิตแล้ว ยังมีการเสริมความเข้มแข็งในการวิจัยและพัฒนา โดยมีห้องแล็ปเป็นของตัวเองอีกด้วย ด้วยเหตุนี้มีการวางเป้าหมายไว้ว่ายอดขายในปีนี้จะมากกว่า 1 พันล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 18% จากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้อัตราส่วนในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่ม ASEAN, ออสเตรเลีย, ยุโรป คิดเป็น 13% ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในปีนี้